ทำและคิดอย่างไรให้ครอบครัวมีความสุข

การให้ความเคราพซึ่งกันและกันจะทำให้ชีวิตคู่นั่นมีความสุขมากยิ่งขึ้นทั้งนี้เราจะดูได้จากคู่ไหนที่ทะเลาะกันทุกวันชีวิตคู่ย่อมจะไม่มีความสุขเพราะอะไรก็เพราะมัวแต่มานั่งจับผิดกันมัวแต่มาถกเถียงกันทำให้ไม่มีอะไรดีขึ้นบรรยากาศในบ้านก็พลอยไม่ดีตามไปด้วย

อย่าว่าแต่ผู้ที่อยู่ในบ้านั่นเลยแม้แต่ข้างบ้านก็พลอยไม่มีความสุขกับเราไปด้วยเพราะต้องมารับฟังเสียงด่าทอต่อว่าต่อขานสองสามี ภรรยาแล้วเสี่ยงที่วา่นี้เมื่อครั้งที่ยังรักกันใหม่ๆความรักยังหวานชื่นอยู่เพราะยังอยู่ในช่วงของข้าวใหม่ปลามันไม่ค่อยมีปากมีเสียงกันสักเท่าไหร่ แต่พอนานๆไปก็เริ่มรุนแรงขึ้นไปเรื่อยๆอย่างนี้พอจะเรียกว่าเป็นไปตามอายุการใช้งานเห็นจะได้เพราะเมื่อตอนรักกันใหม่ๆ แต่งงานกันใหม่ๆหรืออยู่ด้วยกันใหม่ๆความรักก็ยังหวานชื่นเพราะยังอยู่ในช่วงของหนุ่มสาวแต่พอนานไปความชราความเหยี่ยวย่นตามใบหน้าและผิวหนังก็เริ่มปรากฏชัดขึ้นๆมากขึ้นๆทุกทีจนหมดความรักความหวงแหน เห็นไหมละว่าคนเรานั้นไม่มีอะไรที่เป็นของเรามันเป็นสัจธรรมอย่างที่เขาบอกว่าเรามีความแก่เป็นธรรมดาเรามีความเจ็บเป็นธรรมดาเรามีความตายเป็นธรรมดามันเป็นเช่นนั่นเองเราไม่สามารถเหนี่ยวรั้งมันไว้ได้ เราจึงต้องทำใจรับสภาพของสิ่งที่เป็นธรรมชาติของสัตว์โลกที่เขาเรียกว่า สัจธรรม

สัจจะคือความจริง ธรรม ย่อมาจากคำว่า ธรรมชาติ คือมันเป็นเช่นนั้นเองมันเปลี่ยนไปเป็นธรรมดาตามที่สภาพที่เป็นจริงของมันเราจึงเรียกว่าสัจธรรม สัจธรรมอีกข้อหนึ่งที่ดูจะเข้าได้กับเรื่องนี้ก็คือ ความแน่นอนก็คือความไม่แน่นอน เรามักคิดว่าเมื่อมีความรักกับคนคนหนึ่งแล้วเป็นของกันและกันแล้วก็สามารถอยู่ด้วยกันได้ ใช่จริงอยู่ว่าอยู่กันได้แล้วที่ว่ามันได้แบบไหนล่ะ แบบมวยตู้ หรือย่างไรแต่ก็ไม่เถียงว่า บางคนอยู่กันมาจนแก่เถ้าก็ไม่เคยทะเลาะกันเลยแม้แต่นิดเดียว ทั้งนี้เป็นเพราะการเรียนรู้ซึ่งกันและกันและรวมไปถึงการรู้ว่าตอนนี้เราเป็นใครมีฐานะอะไร ต้องทำตัวเช่นไรอย่างนี้เป็นต้น เพราะบางคนถึงอายุจะมากขึ้นๆทุกปีแต่ก็กลับกลายเป็นว่ายิ่งแก่ยิ่งเด็กเกิดจากความคิดและความกังวลในหลายๆเรื่องเช่น ต้องการความรัก ความเอาใจใส่เพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะฝ่ายหญิงที่ต้องอยู่บ้านเป็นแม่บ้านยิ่งกังวลใจหนักขึ้นเพราะมีเวลาว่างมากก็เลยทำให้จิตมันฟุ้งไปเรื่อยเดี๋ยวคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้เอาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาผูกโยงเข้าด้วยกันเลยทำให้เกิดเรื่องขึ้นได้ยิ่งมีเวลาว่างมากเท่าไรก็ยิ่งเกิดจิตนาการเพิ่มมากขึ้นเท่านั้นยิ่งถ้ามีเพื่อนบ้านที่มีเวลาว่างเหมือนกันแล้วมานั่งจับกลุ่มคุยด้วยกันแล้วยิ่งไปกันใหญ่พาให้คิดมาก อย่างนี้ก็น่าเห็นใจฝ่ายหญิงเพราะเมื่อผู้เป็นสามีต้องออกไปทำงานนอกบ้านปล่อยให้ตนเองอยู่บ้านดูแลบ้าน ดูแลลูกๆ พอกลับเข้ามาก็ดึกไม่ค่อยได้คุยกันถึงจะมีเงินใช้แต่ก็ไม่มีความสุขยิ่งถ้าคู่ไหนที่ตอนแรกรักกันใหม่ๆเอาอกเอาใจทุกอย่างด้วยแล้วพออยู่ไปๆก็ไม่ค่อยเอาอกเอาใจเหมือนแต่ก่อนอย่างนี้เป็นใครก็ต้องคิดมากเพราะเคยได้รับความรักด้วยดีมาตลอด ผู้ที่เป็นสามีถ้ารู้ตนเองนั้นทำแต่งานไม่ค่อยมีเวลาให้ครอบครัวก็ควรหันมามองคนที่อยู่บ้านบ้างควรหาเวลาอยู่ด้วยกันบ้างไปเที่ยวกันบ้างพูดคำหวานๆเหมือนเมื่อตอนที่จีบกันรักกันใหม่ๆ ฝ่ายหญิงจะได้มีความรู้สึกว่าเราไมไ่ด้เปลี่ยนไปเรายังคงรักและซื่อสัตย์กับผู้เป็นภรรยาของเราเหมือนเดิม ถ้าทำได้อย่างนี้ครอบครัวจะอบอุ่นไม่มีปัญหาอะไรให้หนักใจตามมา

มีหลายต่อหลายคู่ที่สามีทำแต่งานหาเงินเข้าบ้านเดือนละหลายหมื่นแต่สุดท้ายก็เกิดปัญหาตามมาจนได้ยิ่งบางปัญหามันสามารถก่อตัวขึ้นทีละเล็กทีละน้อยได้โดยที่เราไม่ทันรู้ตัวจนมารู้อีกทีก็สายไปเสียแล้วเช่นการนอกใจซึ่งกันและกันอย่างนี้เป็นต้นหากเราพยายามเข้าใจและให้ความรักความอบอุ่น ซึ่งกันและกันความรักก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง หลักธรรมในพระพุทธศาสนามีอยู่หลายๆหลักธรรมที่เราสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้โดยเฉพาะในครอบครัวได้มีการแนะนำในเรื่องของการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวอยู่รวมกันในสถานที่ต่างๆเช่นที่ทำงานทำอย่างไรถึงจะมีความสุขกับการทำงานทำอย่างไรถึงจะทำให้การงานของเรานั้นสามารถสำเร็จลุล่วงไปได้หรือว่าทำอย่างไรเราถึงจะมีมิตรในที่ทำงานเป็นต้นในเรื่องที่เกี่ยวกับครอบครัวก็มีไม่น้อยทีเดียวที่กล่าวภึงหน้าที่ของสามีที่ดี หน้าที่ของภรรยาที่ดี หน้าที่ของลูกที่ดี หรือในเรื่องของการครองเรือนว่าอย่างไรถึงจะเรียกว่า ศรีภรรยาหรือแม่ศรีเรือนนั่นเอง การทำอย่างไรถึงจะรักษาทรัพย์ไว้ได้ การทำอย่างไรตระกูลถึงจะยาวนานซึ่งคำสอนในพระพุทธศาสนานั้นท่านสามารถนำไปใช้ได้จริงโดยท่านสามารถที่จะพิสูจน์เห็นจริงได้แบบเดียวกับวิทยาศาสตร์

การมีสตินั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งแรกและเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ชีวิตของเรานั้นมีความสุขไม่เพียงแต่เรื่องของการใช้ชีวิตคู่เท่านั้นไม่ว่าจะเรื่องใดก็ดีหากเราไม่มีสติการงานต่างๆของเราย่อมจะล้มเหลวหรือไม่ก็เกิดปัญหาตามมาได้เช่น เกิดการประมาทพลั้งเผลอ จนเกิดการเสียหายหรืออุบัติเหตุต้องเจ็บเนื่อเจ็บตัวได้ สติแปลว่า ความระลึกได้ ซึ่งสตินั้นจะเกิดขึ้นพร้อมกับ สัมปชัญญะ คือ ความรู้ตัว ที่เรามักได้ยินจนชินหูว่า สติสัมปชัญญะ นั่นเองซึ่งอันที่จริงแล้วเป็นคนละตัวกันแต่ต้องเกื้อหนุนซึ่งกันและกันถึงจะทำให้เรานั้นไม่เกิดข้อผิดพลาดจากการงานที่เราทำหรือเกิดข้อผิดจากการดำรงชีวิต แต่นี่เป็นเพียงหลักธรรมง่ายๆและเป็นหลักธรรมเบื้องต้นเท่านั้นแต่ก็ขาดไมไ่ด้เหมือนกันเพราะถึงจะเป็นหลักธรรมเบื้องต้นแต่ถ้าขาดซึ่งสติและสัมปชัญญะแล้วละก็ สิ่งอื่นก็ไม่ต้องพูดถึงเพราะไม่อาจจะสมบูรณ์ได้เพราะฉะนั้นจึงต้องมาทำความเข้าใจในเรื่องสติสัมปชัญญะกันเสียก่อนว่าเป็นอย่างไร สามารถช่วยเหลือเราได้จริงหรือ

สติ แปลว่า ความระลึกได้ ระลึกได้ในเรื่องที่ล่วงมาแล้วไม่ว่าจะนานแค่ไหนเรายังระลึกได้เช่น นึกถึงการที่จำคำพูดแม้นานมาแล้วได้เป็นอย่างดีหรือนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่ผ่านมาแม้นานมาแล้วได้เป็นอย่างดี ความระลึกนึกถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภายหน้าได้เป็นอย่างดีเช่น ความตายที่กำลังจะมาถึงเราในอีกไม่ช้านี้ได้และสุดท้ายคือระลึกนึกถึงสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี อันนี้เรียกว่า สติ

สัมปชัญญะ แปลว่า ความรู้ตัว รู้ตัวในทุกๆเรื่องที่เรากำลังทำอยู่คือเมื่อเราเดิน เราก็รู้ เรานั่งเราก็รู้ เรานอนเราก็รู้ เราทำการงานอะไรอยู่เราก็รู้เช่นเรากำลังเรียน เรากำลังอ่านหนังสือ เรากำลังพูด เรากำลังโกรธ เป็นต้นสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของ สัมปชัญญะ หากเราไม่มีสิ่งนี้เราก็อาจจะหลงลืมไปได้ว่าบัดนี้เราอยู่ในฐานะอะไร กำลังทำอะไรอยู่ เป็นต้น

สรุปง่ายๆ สัมปชัญญะนั้นเป็นเรื่องของปัจจุบันที่เรากำลังทำอยู่ ส่วนสตินั้นคือสิ่งที่เข้ามาเตือนใจให้เรานึกขึ้นได้ถึงสิ่งที่เรากำลังจะทำและนึกขึ้นได้ถึงสิ่งที่ผ่านมาแล้วว่าได้เกิดอะไรขึ้นบ้าง หรือเราอาจจะเรียกว่า ประสบการณ์ก็ไม่ผิดนักเพราะประสบการณ์ก็คือสิ่งที่เราได้เคยผ่านมาแล้วยังย้ำเตือนอยู่ในใจเรา แต่ประสบการณ์นั้นต่างตรงที่ยังหมายถึงความชำนาญจากสิ่งที่เคยผ่านมาอีกด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *