ทำอย่างไรชีวิตคู่จะมีความสุข

สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนบนโลกแสวงหานั้นก็คือ ความรัก เรียกได้ว่า ตั้งแต่เราได้ถือกำเนิดเกิดมาเลยว่าได้ เชื่อไหมครับ ตอนที่เราเกิดมาอยู่ในท้องแม่เรานั้น เราก็เริ่มโหายหาความรักกันแล้วเพราะว่าเมื่อตอนที่เรามีอวัยวะครบถ้วนทั้งร่างกายแล้ว เราก็เริ่มมีความรู้สึกในการรับรู้ได้จากอายตนะต่างๆ แต่อาจจะไม่ทั้งหมด ที่แน่ๆ ก็คือสัมผัสและธรรมารมณ์

เพราะฉะนั้นมนุษย์เราจึงชอบที่จะให้คนรักชอบที่จะมีคนรักชอบให้คนแสดงออกถึงความรักกับตนเองและตนเองก็ชอบที่จะแสดงออกซึ่งความรักนั้นกับคนอื่นโดยเฉพาะกับเพศตรงข้ามการแสดงออกถึงความรักในตัวของหนุ่มสาวก็ย่อมจะต้องมีทั้งเรื่องที่ดีและเรื่องที่ไม่ดีตามมาเพราะมนุษย์ย่อมต้องมีการพัฒนาในทุกๆเรื่องไม่เว้นแต่ในเรื่องของความรักแต่การพัฒนานั้นจะไปในทางที่ดีหรือไม่ดีให้คุณหรือให้โทษนั้นก็ต้องดูว่าเขารักเพื่ออะไร ที่ได้พูดถึงเรื่องความรักมาตั้งแต่ต้น เพระาว่าเรากำลังจะพูดกันถึงเรื่องของครบครัวซึ่งเป็นสถาบันหลักอีกสถาบันหนึ่งที่มีความจำเป็นและมีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตของเราอีกทั้งยังมีผลต่อการดำรงชีวิตของคนในครอบครัวของเราด้วย นั่นก็คือลูกของเรานั่นเอง เขาจะเติบโตขึ้นมาและเป็นคนที่ดีก็อยู่ที่สถาบันครบอครัวนี่แหละเป็นตัวกำหนดหลักๆเลยก็ว่าได้ เมื่อเราพูดกันถึง สถาบันครอบครัวเราก็ต้องมาพูดกันถึงหัวหน้าครอบครัวและเราก็ต้องมาพูดกันถึงชีวิตคู่ของสามี-ภรรยา เพราะสถาบันครอบครัวจะดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีพ่อกับแม่ต่อมาก็ออกดอกออกผลเป็นลูกคงไม่มีครอบครัวไหนหรอกที่มีแต่ พ่อกับพ่อ แม่กับแม่ แล้วออกมาเป็นลูกถ้าเป็นอย่างนั้นผมก็นึกภาพไม่ออกเลยว่าจะเป็นอย่างไร

ชีวิตคู่ของคนสองคนจะมีความสุขและราบรื่นได้จะต้องอาศัยเหตุปัจจัยหลายอย่างและยิ่งไปกว่านั้นต้องอาศัยความเข้าใจความอดทนการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เอาเป็นว่าชีวิตคู่นั้นจะราบรื่นหรือไม่ต้องดูที่พื้นฐานของความรักก่อนว่ามีวคามเป็นมาอย่างไรอย่างเช่นแต่งงานกันได้อย่างไร รักกันมานานไหมผ่นอุปสรรคมาด้วยหรือเปล่ามากน้อยขนาดไหน มีความพร้อมกันหรือยังหรือไม่มีความพร้อมเลย ก่อนที่ผมจะพูดถึงเรื่อง ทำอย่างไรชีวิตคู่จะมีความสุขและยืนยาว ผมจะพูดถึงสาเหตุที่ทำให้ชีวิตคู่ดีหรือไม่ดี เริ่มจากพื้นฐานของความรักในรูปแบบต่างๆก่อน เพราะมันเป็นเหตุและปัจจัยหลักที่จะเป็นตัวแปร นำไปสู่เรื่องที่ว่าทำอย่างไรชีวิตคู่จะยืนยาวและมีความสุขเพราะถ้าพูดว่าจะทำอย่างไรนั่นก็หมายถึงว่ามันย่อมต้องมีปัญหาจะทำอย่างไร ในเมื่อเราจะหาวิธีในการแก้ปัญหา ผมขอแนะนำว่า เราต้องหันมาดูที่ต้นเหตุ คือให้มองจากเหตุไปหาผลถึงจะได้คำตอบที่แท้จริงและชัดเจนทั้งนี้เพราะว่าท่านผู้อ่านจะได้นำไปเป็นคติสอนใจท่านหรือบุตรหลายของท่านในภายหลังได้ว่า จะเลือกคู่อย่างไรจะมีความสุขไม่ใช่จะทำอย่างไรให้ชีวิตคู่มีความสุข แต่สำหรับท่านที่พลาดไปแล้ว ชีวิตคู่ไม่มีความสุข ก็ไม่ต้องเสียใจในช่วงหลังจะได้กล่าวถึงว่าเราจะมีวิธีอย่างไรที่ให้ชีวิตคู่มีความสุขและยืนยาวเพราะทุกอย่างย่อมมีคำตอบและมีทางออกในตัวของมันเอง

ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ

คำพูดนี้ผมยอมรับว่าจริงแท้แน่เชียวเพราะอะไรครับเพราะทุกอย่างจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะการมองซึ่งการมองเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งต่างๆที่จะเกิดขึ้นเมื่อมองเห็นสิ่งนั้นๆ จิตเราก็จะปรุงแต่งไปต่างๆนานาเป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้างทางภาษาพระเขาเรียกว่า สังคตธรรมกับอสังคตธรรม คือปรุงแต่งกับไม่ปรุงแต่งซึ่งเราท่านๆคงไม่มีใครหรอกที่มองเห็นอะไรแล้วไม่ปรุงแต่ง

เพราะการมองนั้นมันไม่ได้เห็นอย่างเดี่ยวอย่าลืมว่าเรายังมีอายตนะอื่นๆอีกที่รับรู้ในสิ่งต่างๆเช่น ตา ทำให้มองเห็น หูทำให้ได้ยิน จมูกไว้ดมกลิ่น ลิ้นเอาไว้รับรู้รส ในบางครั้งเราเห็นเฉยๆก็อาจไม่สนใจอะไรแต่ถ้ามันมีอย่างอื่นเข้ามาละเช่น เห็นดอกไม้ดอกหนึ่ง เราก็ว่าสวยแล้วพอได้กลิ่นหอมๆ ยิ่งทำให้เราคิดไปได้เลยว่า หอมจังนะ เราจะเอาไปไว้ที่บ้านอย่างนี้เป็นต้น นั่นหมายถึงการปรุงแต่ง แต่เป็นการปรุงแต่งที่เป็นกลางๆไม่เป็นกุศลและไม่เป็นอกุศล เมื่อชายและหญิงมาเจอกันสายตาก็ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางให้คนทั้งสองได้เห็นหน้าคาดตากันและจิตของเราอาจจะเข้ามาทำหน้าที่ปรุงแต่งต่อไปอีกเช่น สวยจัง อยากรู้จักจัง จนบางครั้งเล่นเขาไปคุยแบบดื้อๆเลยก็มี “ชื่ออะไร ตัวเอง… ” อะไรอย่างนี้เป็นต้นหรือบางคนก็ไม่กล้าจะเข้าไปพูดคุยเพราะใจไม่ด้านพอ กลัวโดนด่าก็ได้แต่พึ่งสายตาเป็นตัวบอกความนัย ซึ่งแน่นอนครับ เจ้าสายตาก็ย่อมที่ต้องทำหน้าที่ของตัวเองใ้ห้ดีที่สุดเพื่อให้เจ้านายของมันนั้นสมหวังในการที่แสดงให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ว้าเจ้านายของฉันชอบเธอนะ มันก็จะทำเยิ้มๆใส่เขา คงไม่มีใครนะครับที่มองฝ่ายตรงข้ามที่เราสนใจจะจีบแบบ ตาขวาง อย่างนั้นรับรองครับว่า แห้ว ชัวร์….

เมื่อสายตาเป็นสื่อแทนใจอะไรก็ดูง่ายขึ้นเพราะอย่างน้อยเราก็สามารถโฟกัสไปที่เป้าหมายได้แล้วที่นี้เราก็คงต้องดูว่าเป้าหมายนั้นมีสัญญาณตอบรับบ้างไหมถ้าเขามาด้วยอาการเดี่ยวกัน คงตีความหายได้ไม่ยาก แต่ถ้าเขามองแบบตาขวางก็คงต้องพิจารณาแล้วล่ะว่า เราจะอยู่หรือจะไปดีซึ่งอันนี้พิจารณาเอาเองนะครับตัวใครตัวมัน

ท่านจะเห็นว่า เด็กวัยรุ่นสมัยนี้ใช้สายตากันแบบฟุ้มเฟื่อยและใช้สายตากันแบบผิดๆ คำที่ว่า ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ก็เลยกลายเป็นตวงตาเป็นหน้าตาของอันตรายไปเลย เพราะบางคนใช้สายตาจีบแบบพร่ำเพรื่อไม่เลือกลูกเขา เมียใคร มองไว้ก่อน เผื่อฟลุก ว่างั้นเถอะ โดยเฉพาะสาวๆวัยรุ่น ไม่รู้ไปฝึกมาจากไหน สายตาถึงได้เชิญชวนได้ถึงขนาดนั้น เมื่อเราใช้ดวงตาเพื่อสื่อความหายที่ผิดๆหรือเมื่อสื่อแล้วทำให้ค่าในตัวเราลดน้อยลงแล้วเราจะทำอย่างนั้นทำไมมันจะไม่เป็นผลดีกับเราในภายภาคหน้า ดังนี้

1.แฟนของเราจะมองว่าเรานั้น เจ้าชู้ ถ้าเป็นอย่างนี้แม้ว่าจะไมไ่ด้แต่งงานเป็นคู่ชีวิตกันก็ย่อมจะต้องมีการทะเลาะ หึงหวงกันตลอดเวลาในที่สุดก็ต้องเลิกรากันไป

2.แฟนของเราจะไม่ไว้ใจเรา เพราะดวงตาเรามันไม่อยู่นิ่งมองไปเรื่อยให้ความหวังใครต่อใครไปเรื่อย

3.คนที่คบหากับเรานั้นจะมองว่าเรานั้นไร้ค่า เพราะมันง่ายเกินไปเนื่องจากเราแสดงทีท่าตั้งแต่แรก

4.มักอาภัพคู่ครองเพราะว่า ความที่เรานั้นเป็นคนเจ้าชู้แม้จะด้วยสายตาก็เถอะ จึงทำให้เรานั้นคบกับใครได้ไม่นาน ก็เลิกรากันและมีคู้ใหม่ไม่มีที่สิ้นสุด

5.อาจทำให้ตนเองมีภัย ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจถ้าเป็นผู้ชายก็อาจจะมีเรื่องมีราวเพราะไปส่งสายตาให้คนที่เขามีเจ้าของแล้วอาจจะต้องใส่แว่นดำเพื่อปกปิดรอยช้ำบนใบหน้าซึ่งเกิดจากของแข็ง หรือหากเป็นผู้หญิงแม้ว่าเราไมไ่ด้คิดอะไร แต่เพศตรงข้ามเขาคิดและอาจคิดมากกว่าเราเสียด้วยซ้ำ เราอาจมีอันตรายได้ โดยที่เราไมไ่ด้ทันคิด นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่าหากเราไม่รู้จักความพอดีเราก็จะลำบากในภายหลังได้แม้แต่แค่การมองก็เถอะ อาจมีผลที่ไม่ดีกับตัวเราได้และนี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนที่อยู่เป็นคู่สมีภรรยากันต้องมีปัญหากันเพราะสายตาที่ว่าเป็นหน้าต่างของหัวใจนั่นเอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *