ตำนานที่มาของ สังข์

คราวหนึ่งได้มีอสูรคนหนึ่งแอบเข้าไปลักเอาคัมภีร์ไตรเพทในที่ประทับของพระพรหมเมื่อตอนที่องค์พรหมท่านเสด็จไปเฝ้าพระอิศวรเป็นเจ้า แล้วนำคัมภีร์นั้นไปมอบให้แก่อสูรมัจฉา พระอิศวรทรงรู้ด้วยพระญาณจึงให้พระนารายณ์ไปเอาคืนมา

พระนารายณ์อวตารจากเกษียรสมุทรเนรมิตกายเป็น เต่าทองไล่ล่าอสูรอัจฉา เมื่อไล่ทันแล้วอสูรมัจฉาจึงส่งคัมภีร์นั้นให้แก่สังข์อสูรเมื่อนารายณ์ ที่อวตารเป็นเต่าทองเห็นเยี่ยงนั้นจึงได้อวตารเป็นปลา เพื่อไล่ล่าสังข์อสูร ครั้นเมื่อสังข์อสูรเห็นทีจะสู้ไม่ไ่ด้จึงได้กลืนคัมภีร์ไตรเพทลงท้องไปเสียจากนั้นพระรายณ์จึงใช้ฤทธิ์กระทำเสียใช้มือง้างปากสังข์อสูรออก แล้วล้วงเอาคัมภีร์ไตรเพทจากท้องสังข์อสูร

จากนั้นพระนารายณ์จึงสาปเอาไว้ว่า มนุษย์จะทำการพิธีใดในภายภาคหน้า ขอให้มีสังข์ร่วมพิธีนั้นแล้วผู้ใดใครรดน้ำอุทรสังข์ก็เป็นมงคลกันอุบาทว์เสนียดจัญไรด้วยเหตุที่สังข์เคยกลืนกินคัมภีร์ไตรเพทเข้าไป จากนั้นพระนารายณ์จึงเสด็จกลับเกษียรสมุทร แล้วรอยริ้วที่หอยสังข์นั้นพราหมณ์จึงถือได้ว่าเป็นรอยนิ้วของพระนารายณ์ปรากฎอยู่เป็นสำคัญ ดังนั้นผู้ใดที่ได้รับน้ำสังข์ในงานมงคงสมรสจึงถือว่าได้รับน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ด้วยเหตุนี้แห่งคติขิงพราหมณ์

ดังนั้นใครที่ได้สมรสโดยมีการจัดพิธีรดน้ำสังข์ร่วมด้วยถือว่าเป็นมงคลแก่ชีวิตในส่วนหนึ่งแล้ว แต่เท่านี้ยังไม่เพียงพอเพราะเป็นเพียงการเริ่มต้นแห่งพิธีกรรมอันเชื่อว่าเป็นมงคลเท่านั้น ยังมีสิ่งที่นอกเหนือกว่านี้และเป็นเหมือนต้นของการใช้ชีวิตคู่ที่สำคัญ นั้นคือ ต้องสมรสธรรม ด้วย

ในชีวิตจริงของคู่รักบางคู่ที่อยู่กินมายาวนานหลายๆปี ไม่เคยผ่านงานพิธีมงคลสมรสอะไรเลย รักกันชอบกันให้ผู้ใหญ่ไปขอแล้วก็มาใช้ชีวิตร่วมกันพิธีกรรมก็เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นใ้มีกำลังใจประหนึ่งว่า การเริ่มต้นของชีวิตคู่เริ่มจากความเป็นมงคล การอยู่กันไปจะได้เป็นมงคล กลับกันบางคู่จักงานใหญ่โตมีน้ำสังข์ชนิดพิเศษทีไ่ด้มาจากผู้ใหญ่เจ้านาย แต่อยู่กันไม่ทันไรก็เลิกกัน

สุ คือ สุตตมยปัญญา หมายถึง การฟังโดยใช้ปัญญา พิจารณาสิ่งที่ได้ยินได้ฟังโดยแยบคายว่าสิ่งไหนควรแก่การฟัง สิ่งไหนไม่สมควรฟังเพราะไม่มีประโยชน์ที่จะฟัง แต่ถ้าสิ่งไหนดี สมควรฟังก็จะต้องฟังอย่างตั้งใจและมีสมาธิในการฟัง

จิ คือ จิตตมยปัญญา หมายถึง การคิดตามสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง โดยใช้ปัญญาคิดในสิ่งที่ควรคิดและไม่คิดใสิ่งที่ไม่ควรคิดว่าสิ่งไหนดีมีประโยชน์ก็จดจำเอาไว้ สิ่งไหนไม่ดีไม่มีประโยชน์ก็ไม่ต้องมาจดจำ แต่หากฟังก็จะพิจารณาตามความเป็นจริงด้วยปัญญาว่า สิ่งนี้ดีจริงหรือไม่และยังรวมไปถึง การฟังด้วยความตั้งใจฟังอย่างมีสมาธิเมื่อฟังแล้วเข้าใจดีแล้ว คิดตามแล้วเห็นว่าดีก็น้อมนำไว้ในใจและไปนำประพฤติปฎิบัติต่อไป

ปุ คือ ปุจฉา หมายถึง การถามหรือการปุจฉานั่นเองเมื่อเราฟังและคิดตามแล้ว เกิดข้อสงสัยไม่เข้าใจก็ต้องถามแต่การถามนั้นก็ถามในเรื่องที่ควรถาม ถามด้วยปัญญาเป็นต้น

ลิ คือ ลิขิต หมายถึง การเขียนหรือการจดเมื่อเราฟังอย่างตั้งใจแล้ว คิดตามแล้วด้วยการพิจารณาดีแล้วถามในเรื่องที่ควรถามแล้วหากเรากลัวจำไมไ่ด้ก็ควรที่จะจดบันทึกไว้เพื่อกันลืมเมื่อเวลาที่ต้องการนำมาใช้หากเราจำไม่ได้เราก็นำมาดูเพื่อกันลืมได้

การฟังโดยใช้หลักของสุตตมยปัญญากับชีวิตคู่หรือชีวิตามรสนั้นก็คือการพิจาณาว่าสิ่งไหนควรฟังไม่ควรฟังสิ่งไหนเมื่อฟังแล้วสมควรเก็บนำไปคิดสิ่งไหนเมื่อฟังแล้วไม่ควรนำไปคิด ไม่ควรนำใส่ใจเพราะไม่มีประโยชน์กับชีวิตคู่มีแต่จะทำให้ทะเลาะกันหรือเกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อกันได้ โดยที่เราไม่เลือกว่าสิ่งไหนดี สิ่งไหนไม่ดีก็จะเป็นผลเสียแก่ตัวของเราและคู่ครองของเรามากกว่าผลดีดังเช่นที่เราเห็นๆ ว่า บางคู่นั้นรักกันมาตั้งนานรักกันอยู่ดีๆแต่กลับทะเลาะกันมาเลิกรากันเพราะการรับฟังข้อมูลข่าวสารจากคนนอก ซึ่งคนนอกนั้นมีทั้งที่หวังดีและไม่หวังดีกับเราหากเราไม่หนักแน่นหูเบา เราก็จะเชื่อตามสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังมาแล้วเก็บมาคิดทำให้ไม่สาบยใจหรือท้ายที่สุดอาจจะเกิดการเข้าใจผิดกันหรือทะเลาะกันจนต้องเลิกรากันไปแทนที่จะตายจากกันไปตามกาลเวลาแห่งอายุขัย

เรื่องที่ไม่สมควรฟัง ก็ได้แก่เรื่องของสามี-ภรรยาคนอื่น เช่นคนนั้นเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ภรรยาคนนั้นนะดีอย่างนั้นอย่างนี้หรือที่หนักกว่านั้น ก็เรื่องของอดีตที่บางทีพิสูจน์ไมไ่ด้แต่สามารถทำลายชื่อเสียงได้เช่น มีคนมาเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนแฟนเรากับคนนั้น เคยอย่างนั้นอย่างนี้นะ เมื่อเราฟังแล้วก็จะเก็บนำไปคิดและฝังใจทำให้เกิดการสะสมในสิ่งที่ไม่ดีต่อคู่ของตนทำให้เกิดทัศนคติในแง่ลบกับคู่ของตน สิ่งต่างๆเหล่านี้มันจะสะสมอยู่ภายในรอเวลาที่เหมาะสมที่จะระเบิดออกมา

ในเมื่อเรารู้ว่าสิ่งที่เรากำลังจะฟังนั้นไม่เกิดผลดีกับตัวเราแล้วเราจะไปฟังทำไม เราโง่หรือฉลาด เรามีปัญญาหรือไม่ จะมีประโยชน์อะไรที่เราจะมานั่งหาเรื่องที่ไม่ดีที่ฟังแล้วทุกข์ใจมาในสมองเราจนเป็นเหตุทำให้ความรักของเรานั้นมีรอยด่างเกิดขึ้น การรับฟังเรื่องของครอบครัวคนอื่นหรือเรื่องความรักของคนอื่นเช่นเดียวกันจะทำให้เรานั้นไม่สบายใจเพราะจะเกิดการเปรียบเทียบขึ้นได้ว่า ดูแฟนคนอื่นเขาสิ เขาดีอย่างนั้น เขาซื้อนั่นซื้อนี้ให้ เมื่อรับฟังโดยไม่มีปัญญาไตร่ตรองแล้วก็จะเก็บมาคิดน้อยเนื้อต่ำใจว่าทำไมแฟนเราไม่ดีอย่างนี้บ้าง เป็นต้น ถ้าคนที่มีปัญญาเขาจะไม่มานั่งฟังเรื่องส่วนตัวของคนอื่นให้เสียเวลาการทำงานของเขาหรือหากเราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ต้องรับฟังก็ควรคิดได้ว่ามันคนละคนกัน คนเรามีวาสนาไม่เหมือนกัน เกิดคนละที่กัน มีฐานะต่างกัน การเกิดขึ้นของความรักก็แตกต่างกัน เหตุปัจจัยหลายๆอย่างของใครของมัน แต่หากเราฟังแล้วพิจารณาด้วยปัญญาแล้วเอาธรรมะมาจับกับการฟังได้เราก็ไม่เกิดปัญหา แต่ทางที่ดีควรหลีกเลียงเพราะการทำอย่างนั้นเท่ากับเรากำลังยุ่งเรื่องของชาวบ้านหรือพูดง่ายๆก็คือจับกลุ่มนินทากันซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดีและไม่ควรที่จะมีในตัวของผู้หญิงที่ดีหรือกุลสตรีที่ดี

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *