ความสุขในวันงานสมรส

การที่คนสองคนมาอยู่ร่วมกันใช้ชีวิตร่วมกันได้ยาวนานต้องมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นพิเศษ อันลึกซึ้งของสัมพันธ์ภาพนั้นแอบอยู่ บางคู๋รักมีประสบการณ์การต่อสู้ มีทุกข์ฝ่า มึสุขต้องร่วมเสพ บางคู่อาจมีประสบการณ์เป็นรอยประทับใจในอดีตที่เคยเสียงภาวะความเป็นความตายมาด้วยกัน แต่นอกเหนือจากนั้นตามแนววิถีพุทธยังมีเรื่องของรอยประทับจากอดีดชาติมา เกียวด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องศึกษา

เคยมีใครหลายคนถามว่ามีมุมมองอย่่างไรเกี่ยวกับเรื่องของการจัดงานสมรส บ่อยครั้งที่บอกใครๆ หลายคนว่า การสมรสของมนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์ไม่ว่าชาติใด นั่นก็คือ หน้าที่ชนิดหนึ่งของมนุษย์และต้องเป็นหน้าที่อันชอบด้วยความถูกต้องเป็นจริง คือ การจัดงานสมรสที่ทั้งคู่พออกพอใจในการร่วมชายคาร่วมชีวิตที่จะอยู่กินกันบุพากรีของทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน และต้องไม่เป็นงานทีเ่กิดขึ้นมาจากภายในใต้การชิงรักหักสวาทจากใครๆ ทั้งสิ้น นั้นแลคือ การสมรส ที่เรียกว่า ธรรมอันถูกต้อง

บางงานเจ้าบ่าวหนีภรรยาแอบมาสมรสลักษณะนี้แม้บุพการีทั้งสองฝ่ายเห็นชอบด้วยก็ยังไม่ถือว่าเป็นธรรม คำว่าบุพการี หลายคนนึกว่าเสียแต่ว่าคือพ่อแม่ ความจริงไม่ใช่ บุพการีหมายถึง ผู้ที่อุปภัมภ์เรามาให้ความรักความกรุณาต่อเราโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทนและโดยไม่พึงหวังจะครอบครองและจำกัดสิทธิเสรีภาพของเราในการคิดและการทำสิ่งต่างๆ ที่ดีงามและเป็นธรรมนี้จึงเรียกว่า บุพการี ซึ่งอาทิ พ่อแม่ ปู่ย่า ลุงป้า หรือกัลยาณมิตรที่แม้ว่าจะไม่ใช่ญาติแต่อายุมากกว่าและเป็นผู้ดูแลอุปถัมภ์เรามาตามลักษณะดังกล่าว

สมรส หากแปลความ ตามอักษรตรงๆ สมหรือในบาลีอาจแปลเป็นส-มะ คือ เสมอกัน ส่วนคำว่ารสคือ ร-สะ แปลได้คือ กิจอันดีงามหรือหน้าที่ก็ได้ ดังนั้นคำว่า สมรส จึงแปลแบบสำนวนทางโลกคือ หน้าที่อันเสมอกัน หรือแปลไปในความอื่นๆในแนวเดี่ยวกันก็ได้ งานมงคลสมรสทั้งปวงเกิดขึ้นได้เพราะคนสองคนมีใจรักใคร่ซึ่งกันและดูเหมือนว่าผู้หญิงทั้งหลายต่างวาดฝันและปรารถนาที่จะได้สวมชุดอันสวยงาม ในงานมงคลสมรสของตนเองงานพิธีมงคลสมรสที่จัดขึ้นหากเราพึงสังเกตขั้นตอนและพิธีการต่างๆในที่นี้ไมไ่ด้หมายถึงขั้นตอนแบบทางตะวันตกอย่างเดี่ยว แต่หมายถึงในช่วงรดน้ำสังข์มีการสวมสายมงคลเอาสายสิญจน์มาวาบนศรีษะเจ้าบ่าวแล้วมีสายลากยาวไปที่เจ้าสาวแล้ววางสายสิญจน์ที่บนศรีษะเจ้าสาว ทั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาวนั่งในที่สมควร แขกผู้ใหญ่ต่างทยอยเดินทางมารดน้ำสังข์อวยพรคือ เอาน้ำที่ผ่านการทำพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ตามคตินิยมมาเทใส่ในสังข์แล้วรดลงไปที่มือของเจ้าบ่าวเจ้าสาว ซึ่งมือของทั้งคู่จะประกบชิดติดกันเป็นลักษณะการพนมไว้วางไว้ที่หมอนขณะที่ผู้ใหญ่รดน้ำสังข์ก็จะอวยพรต่างๆให้ไปด้วย นี่เป็นเรื่องของพิธีกรรม

ในขณะที่เริ่มพิธีนี้เชื่อเหลือเกินว่าใครหลายคนที่ได้เป็นเจ้าบ่าวเจ้าสาวในวันนั้นต่างจะต้องปีติยินดีไปตามสถานะรูปของตน โดยเฉพาะฝ่ายเจ้าสาวที่เหมือนกับว่าวันที่รคอยได้มาถึงแล้ว ใครหลายคนอาจจะสงสัยในเรื่องพิธีกรรมว่าทำไมเอาขันขนาดเล็กๆที่เป็นขันทองหรือขันเงินมาเป็นภาชนะใส่น้ำทำการรดน้ำให้แก่ ผู้บ่าวสาวมิได้หรือทำไมต้องเอาสังข์ หอย อันที่จริงเราได้ยินชื่ออยู่แล้วว่าพิธีรดน้ำสังข์

การนำเอาสังข์มาใส่น้ำแล้วรดให้แก่ผู้บ่าวสาวนั้น เพราะสังข์เป็นทองมงคลตามคติของฮินดูหรือ พราหมณ์เป็นอาวุธแห่งเทพผู้สร้างโลกอย่างพระพรหม ไปดูรูปพระพรหมตามศาลจะเห็นว่าทรงถือสังข์อยู่ในมือด้วยงานมงคลอันใดก็ตามากอยู่คติของพราหมณ์ต้องใช้สังข์เป็นสิ่งทั้งสิ้นแล้วพิธีนั้นจะศักดิ์สิทธิ์ แต่หากเป็นงานอวมงคลจะไม่พึงใช้สังข์เลยอาทิ งานศพ เป็นต้นไหนๆ ก็พุดถึงเรื่่องของสังข์แล้ว ขอเล่าต่อไปอีกสักนิดหนึ่งเกี่ยวกับความเป็นมาว่าทำไมต้องอาศัยสังข์ในพิธีด้วย

พิธีรดน้ำสังข์เนื่องในงานพิธีมงคลต่างๆ เข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ยุคที่พุทธศาสนามหายานเข้ามาเผยแพร่ทางตอนใต้อาณาจักรศรีวิชัย งานอะไรก็ตามที่เป็นมงคลและสำคัญ สังข์จะร่วมพิธีด้วยเพราะถือว่าเป็นมงคลยิ่ง พราหมณ์ได้บัญญัติให้สังข์เป็นของศักดิ์สิทธิ์ในการทำพิธีกรรมต่างๆ เนื่องจากมีตำนานกล่าวว่า

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *